แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ pligg แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ pligg แสดงบทความทั้งหมด

7/30/2555

Social Bookmark


Social Bookmark คืออะไร ?

บางคนคงจะเคยได้ยินคำ ๆ นี้มาบ้าง หรือ บางคนอาจจะเคยรู้จักกับคำว่า Bookmark ซึ่งถูกใช้บ่อย ๆ เมื่อเจอเว็บที่ชอบแล้วต้องการเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง เพื่อที่ในวันหลังจะได้เข้าเว็บไซต์นี้ได้อีก ซึ่งเราเรียกการเก็บ URL เว็บไซต์แบบนี้ว่าการทำ Bookmark หรือ Add Favorite ซึ่งเมื่อเรา Bookmark หรือ Add Favorite ไว้แล้ว เราสามารถเข้าไปเรียก URL ต่าง ๆ 
ได้ จากการคลิกดูใน Favorities บรืเวณ Menu Bar

         แต่การ Bookmark หรือ Add Favorite นั้น เราจะเปิดดูข้อมูลที่เราเก็บไว้ขึ้นมาดูได้ ก็ต่อเมื่อเราใช้เครื่องเดิมเท่านั้น หากเราไปใช้งานเครื่องอื่น ๆ เช่นที่ร้านอินเตอร์เน็ต ที่มหาวิทยาลัย หรือที่โรงเรียน ก็จะไม่มีข้อมูลที่เก็บไว้ ซึ่งก็มีบริการอีกแบบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเรา เรียกว่าเว็บ Social Bookmark โดยเมื่อเราสมัครสมาชิกกับเว็บ Social Bookmark แล้ว เราจะได้ Username และ Password สำหรับ
เข้าใช้งานระบบขอเว็บไซต์นั้น ๆ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูล URL ที่เราสนใจไปเก็บไว้ในระบบของเว็บ Social Bookmark ได้ ซึ่งไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนบนโลก หากมีอินเตอร์เน็ต ก็สามารถเข้าระบบของเว็บ Social Bookmark เพื่อเข้าไปดูข้อมูล URL ที่เก็บไว้ได้    
      
             นอกจากนี้แล้ว เว็บ Social Bookmark ยังมีระบบจัดการ ซึ่งนอกจากเราเพิ่มลบแก้ไขข้อมูลแล้ว เรายังสามารถกำหนดสิทธ์การใช้งาน ข้อมูลที่เราเก็บไว้ได้อีกด้วย อย่างเช่น เราอยากได้ความเป็นส่วนตัว ก็สามารถกำหนดได้ว่า ต้องล็อกอินเท่านั้นถึงจะเห็นข้อมูล หรือเราเห็นว่าเป็นเว็บที่มีประโยชน์ อยากแบ่งปันให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักด้วย เราก็สามารถกำหนดให้บุคคลทั่วไป หรือสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ใช้เว็บ Social Bookmark ได้เห็นข้อมูลที่เราเก็บไว้ได้ด้วย


              ซึ่งจากข้อมูลข้างต้น ทำให้การ Bookmark ผ่านเว็บกลายเป็นเสมือนสังคมสังคมหนึ่ง ที่มีการติดต่อ แบ่งปัน นอกจากนี้ก็อาจมีการแสดงความคิดเห็น การโหวตคะแนนให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ที่เราชอบ หรือได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่เค้าได้เก็บไว้ ซึ่งเป็นที่มาของ
คำว่า Social Bookmark    
      
     



     สำหรับเว็บ Social Bookmark นั้นมีในสังคมอินเตอร์เน็ตของเมืองไทยมานานหลายปีแล้ว แต่กลับได้รับความนิยมอยู่เพียงช่วงหนึ่ง แต่แล้วก็เหมือนเงียบหายไป เพราะความนิยมลดลงจนทำให้เว็บ Social Bookmark หลาย ๆ แห่งปิดตัวลง (เชื่อว่าเพื่อน ๆ บางท่านคงเคยได้มีโอกาสใช้เว็บไซต์ประเภทนี้)
              
จนกระทั้งเมื่อมีผู้ใช้นำเว็บ Social Bookmark มาใช้ในการทำ SEO เพื่อโปรโมทเว็บไซต์แบบ Off Page จึงทำให้เว็บ Social Bookmark เกิดใหม่อีกครั้ง และได้รับความนิยมอย่างสูงในการใช้โปรโมทเว็บไซต์ และหลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่า เว็บประเภท Social Bookmark กลายเป็นช่องทางในการโปรโมทเว็บไซต์ ของ Webmaster หรือ Promoter จากเว็บไซต์ต่าง ๆ เพิ่งแค่อย่างเดียว (จุดประสงค์การใช้งานเปลี่ยนไป บุคคลที่ใช้งานคือคนที่ต้องการเผยแพร่เว็บไซต์)    
      
               ปัจจุบันนี้ ก็มีผู้สร้างเว็บ Social Bookmark ขึ้นมามากมาย ทั้งนี้เพราะคนสร้างเว็บเหล่านี้ ต้องการสร้างเว็บที่ใช้สำหรับสร้าง Back Link ขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะผู้ใช้งานเว็บไซต์ประเภท Social Bookmark ในปัจจุบัน ก็จะมีแค่ 2 ประภท คือ

1. Webmaster หรือเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ต้องการโปรโมทเว็บ เพื่อทำ Back Link จากเว็บไซต์ Social Bookmark
2. ผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไป ที่ทำการ Search ข้อมูลจาก Search Engine ต่าง ๆ และคลิกข้อมูลเข้ามายังเว็บไซต์ Social Bookmark ซึ่งปรากฏข้อมูลของผู้ใช้ในข้อ 1

            สำหรับข้อดีของการโปรโมทผ่าน Social Bookmark นั้น เนื่องจากเว็บประเภท Social Bookmark นั้นตัวเว็บจะถูกปรับแต่งให้ถูกหลัก SEO อยู่แล้ว และประการที่สองคือ ตัวเว็บมีการอัพเดตข้อมูลถี่มาก ๆ (เพราะมีคนในกลุ่มที่ 1 ที่ตั้งใจเข้าเว็บมาเป็นประจำ และมีประเภทที่ 2 ก็เข้ามาในปริมาณที่มาก) และเมื่อมีปริมาณคนเข้าเว็บมาก ทั้งจากเข้าโดยตั้งใจแบบพิมพ์เข้ามาตรง ๆ และการเข้ามาผ่าน
Search Engine จากทั้งสองประการทำให้เว็บมี Bot เข้ามาเยี่ยชมเว็บ Social Bookmark บ่อย ๆ ตามไปด้วย และเมื่อมีจำนวนคนใช้งานที่มาก ก็เป็นผลทำให้การจัดอันดับข้อมูลในเว็บ Social Bookmark (เว็บที่คนประเภทที่ 1 โปรโมทไว้) ดีไปด้วย
        
     เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ คนที่ใช้เว็บ Social Bookmark โปรโมทเว็บต่างก็ กำหนดให้บุคคลทั่วไป เห็นข้อมูลทั้งหมด เพราะ Bot ก็จะเห็นข้อมูลด้วย ซึ่งเชื่อว่าแทบจะไม่มีใครกำหนดสิทธ์แบบส่วนตัวอีกแล้ว เพราะงั้น ถ้าไปโปรโมทในเว็บ Social Bookmark ก็จำไว้ว่าต้องเลือกแบบ public เท่านั้น ไม่งั้น ก็โพสต์ฟรี 
ไม่ได้ Back Link แล้วจะเมื่อยมือเปล่า ๆ

ขอบคุณข้อมูลโดย  Thaiadmin.org

7/26/2555

DoFollow & NoFollow


              คำนี้เคยได้ยินกันไหมครับ DoFollow กับ Nofollow ถ้าเป็น Webmaster สมัยนี้ หรือ ผู้ที่ทำ Blog น่าจะพอเข้าใจและได้ยินมาบ้าง วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังครับว่า มันคืออะไร?
DoFollow และ NoFollow เป็น Attribute ในการทำลิงค์  (AnchorTag) ซึ่งทั้ง 2 แบบนั้น ให้ผลที่แตกต่างกันค่อยข้างมาก ผมจะยกตัวอย่าง html ที่ใช้ attribute Nofollow ครับ เพราะโดย Default ของ Anchor Tag จะเป็น DoFollow อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ NoFollow ก็ตามนี้เลยครับ


<a href=”http://www.mysite.com” rel=”nofollow“>

คำถามต่อมาคือ จะใส่ทำไม?

                เท่าที่ผมได้หาที่มาที่ไป ก็พบว่า เกิดมาจาก Blog ครับ อันเนื่องมาจาก Blog มีความเป็น Web 2.0 (ผู้ใช้สามารถแสดงความคิดเห็นและใส่ลิงค์ได้) ทำให้มี Spammer, Spammy ชอบมา Comment แล้วใส่ลิงค์กลับไปหาเว็บตนเองแบบน่าเกลียด
                ผู้พัฒนา Blog จึงมองว่า Blog ได้รับผลเสียเพราะมีลิงค์ออกจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใส่เอง จึงได้เพิ่มส่วนของ Attribute “NoFollow” เข้ามาเพื่อ ไม่ให้คะแนน PR” ไปสู่ เว็บดังกล่าวได้
จึงคิดได้ง่าย ๆ ครับว่า การทำ NoFollow เพื่อป้องกันคะแนน PR ในหน้านั้น ๆ ลดลงโดยไม่จำเป็น (เพราะมี Spammer มาป่วน) แต่เดี๋ยวก่อนครับการทำ NoFollow ไม่ได้ทำมาเพื่อป้องกันคะแนน PR เราลดไปให้หน้าเว็บอื่นนะครับ แต่ในทาง SEO เว็บนั้น ๆ จะได้รับ Backlink จาก Blog เราแต่ไม่ให้คะแนน PR ไปด้วย
               เราสามารถทำมาทำกลับ Internal Page ของเว็บเราเองได้เช่นกัน ก็เพื่อป้องกันคะแนนหน้านั้น ไหลไปสู่หน้าอื่น ผมยกตัวอย่างครับ

                หน้าแรกเว็บเรามีลิงค์มากมาย เป็นลิงค์ไปยังหมวดหมู่ เนื้อหาทั่วไป แบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำ NoFollow เพราะเราให้หน้าเนื้อหา หน้าหมวดหมู่ของเรามีคะแนน PR เพิ่มขึ้นในอนาคต
แต่หน้าที่เกี่ยวกับ Policy, Contact Us หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เรามองว่า เราไม่ต้องการให้มีคะแนน PR เราก็สามารถใส่ NoFollow กับลิงค์นั้นได้ครับ

แล้วได้ประโยชน์อะไรล่ะ?

               แน่นอนครับ ต้องได้สิ หน้า Policy, Contact Us มักจะมีทุกหน้าขอเว็บ (เท่าที่สังเกตุ ทุก Footer จะมี) ดังนั้น ในหน้าแรก ถ้าเรา DoFollow ลิงค์พวกนี้ จากปกติมีลิงค์ 50 ก็จะกลายเป็น 52 ทันที ทำให้คะแนนหน้าแรกของเราโดนแบ่งให้กับ Policy และ Contact Us โดยไม่มีความจำเป็น!!
อันนี้เป็นการนำไปใช้นะครับ เพื่อให้หน้าที่เราต้องการมีคะแนนที่สูงขึ้น แต่การใช้ NoFollow ไม่ควรใช้กับ Link Exchange ครับ เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติกับผู้ที่แลกลิงค์กับเรา ยกเว้นเราแจ้งเค้าก่อนแล้วว่า เราจะให้แบบนี้ ถ้าเค้าโอเค ก็ไม่มีปัญหาครับ

สรุป
DoFollow จะ่ให้ผลทาง Backlink และ คะแนน PR
NoFollow จะให้ผลทาง Backlink แต่ ไม่ให้คะแนน PR
ควรเลือกวิธีการให้ถูกต้องตามความเหมาะสมครับ

ขอบคุณข้อมูลโดย 4compass

7/20/2555

Submit blog กับ Social Bookmark


การโปรโมทบล็อก blog ของคุณผ่าน Social Bookmark (หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า Pligg) ซึ่งปัจจุบันเป็นช่องทางการโปรโมทบล็อกที่ได้ผลดีมาก และจะทำให้บล็อกของคุณติดอันดับการค้นหาลำดับต้น ๆ ได้ไม่ยากเลยทีเดียว

            เนื่องจาก SocialBookmark เป็นบริการที่มีการ update อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น bot ของ search engine ก็จะมาเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ แทบจะตลอดเวลาก็ว่าได้  ดังนั้นหากเรา submit บล็อกของเรา หรือเรื่องราวบนบล็อกของเราไปสู่ SocialBookmark    ข้อมูลที่เรา submit ไปก็จะถูก bot ของ Search engine ค้นพบอย่างรวดเร็วไปด้วย นอกจากนี้ SocialBookmark ส่ง backlink กลับมายังบล็อกของเราแบบ dofollow (หรือบางแห่งอาจจะเป็น Nofollow) ทำให้ bot ของ search engine ไต่มาหาบล็อกของเราและเก็บ index ไปอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลให้ traffic(จำนวนคนเข้าบล็อก) และ page rank(คะแนนคุณภาพของเว็บไซต์) บล็อกของเราเพิ่มขึ้นตามมาด้วยนั่นเองครับ

            เมื่อพอทราบแนวคิดและเห็นประโยชน์ในการ Submitblog กับ Social Bookmark ต่อไปก็จะแนะนำแหล่งให้บริการและ เทคนิคเพิ่มเติมในการ Submit 


ด้านล่างนี้เป็นแหล่งแบบ  Dofollow Social Bookmarking  ครับ